“Mitsubishi Xpander GT” รายละเอียดแบบจัดเต็มพร้อมการทดลองขับบนระยะทางกว่า 400 กม. (ภาพ+คลิปวีดีโอ)

รถครอสสโอเวอร์กระแสแรง โดดเด่นที่หน้าตา และการใช้งานเอนกประสงค์ของห้องโดยสารแบบ 7 ที่นั่ง เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ ลุยได้หลากรูปแบบการเดินทาง การเก็บเสียงภายในทำได้ดี และเบาะแถวที่ 3 นั่งได้จริง เหลือเพียงรอลุ้นราคา 17 สิงหาคมนี้

Mitsubishi Xpander ถือเป็นกระแสแรงข้ามปีกับการนำเข้ามาเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย แต่ก็มีหลายเรื่องราวที่ทำให้มีเหตุไม่สามารถนำเข้ามาจำหน่ายตรงตามแพลนของบ.มิตซูบิชิ มอเตอร์ ประเทศไทยได้ สาเหตุที่ว่านั้นมาจากยอดจองอย่างล้นหลามของชาวอิเหนา ซึ่งเป็นตัวเลขราว 50,000 คัน หลังจากที่เปิดตัวในอินโดนีเซียด้วยระยะเวลาประมาณครึ่งปี ในส่วนของประเทศไทยรับช่วงต่อจากฟิลิปปินส์ ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่ 3 และกิจกรรมทดสอบรถที่ผมจะนำเสนอให้ทุกท่านนั้น เกิดขึ้นก่อนจะถึงเวลาจำหน่ายจริงในประเทศไทย เอาเป็นว่าขอพื้นที่ตรงนี้เล่าสู่กันฟังให้ทุกท่านได้รับชมครับ คำตอบที่ผมยังไม่มีให้คือราคาขาย นอกนั้นทุกสิ่งอย่างของรถคันนี้ ผมเรียบเรียงไว้ครบถ้วนทุกประเด็น

สำหรับ Mitsubishi Xpander ที่จะนำเข้ามาจำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยมีด้วยกัน 2 รุ่น ได้แก่ GLS-LTD และรุ่น GT ซึ่งเป็นรุ่นที่ผมจะรายงานให้ทุกท่านทราบ ซึ่งรถทั้ง 2 รุ่นมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

Mitsubishi Xpander ได้ต่อยอดการออกแบบมาจาก XM Concept ซึ่งเป็นรถในรูปแบบครอสส์โอเวอร์ เอมพีวี ที่เคยเข้ามาแสดงตัวตนในงานมหกรรมยานยนต์ในปี 2016 ต่อมาช่วงกลางปี 2017 Mitsubishi Xpander ก็ได้ผลิตออกมาเป็นโปรดักส์ชั่นคาร์ และขายในแดนอิเหนาเป็นประเทศแรกของโลก

การถ่ายทอดพันธุกรรมจากคอนเซปต์คาร์ที่ต้องเรียกว่าถอดแบบกันมาได้อย่างชัดเจน ขนาดมิติตัวถังมากับสัดส่วนความยาว 4,475 มม. กว้าง 1,750 มม. และสูง 1,700 มม. นอกจากนี้ยังมีความโดดเด่นด้านของความสูงจากพื้นรถอยู่ที่ 205 มม. ทำให้รถครอสส์โอเวอร์คันนี้ใช้งานได้สมบุกสมบันมากกว่ารถยนต์ในเซกเมนต์เดียวกัน

Mitsubishi Xpander มาพร้อมดีไซน์ทันสมัยจากการออกแบบสไตล์ ”Advance Dynamic Shield” ที่พร้อมปกป้องผู้ขับขี่ ผุ้โดยสาร และผู้ใช้เส้นทาง ด้านหน้ารถออกแบบให้มีความสะดุดตาด้วยชุดกระจังโครเมียมและไฟหรี่แบบ Crystal LED ซึ่งติดตั้งอยู่ด้านบนฝากระโปรงและเยื้องมาถึงซุ้มล้อเพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนสังเกตเห็นได้ง่าย ไฟหน้าได้รับการติดตั้งไว้ในกันชนเพื่อไม่ให้ลำแสงไปรบกวนผู้อื่นรวมถึงรถยนต์ที่ขับสวนทาง ในส่วนของไฟตัดหมอกเป็นทรงกลมอยู่ที่ชายกันชนด้านล่าง

ทีมออกแบบของ Xpander เปิดโอกาสให้วัสดุโครเมียมเข้ามามีบทบาทในการดีไซน์ไม่น้อย โดยติดตั้งที่มือจับประตู คิ้วขอบกระจก แผงกันกระแทกหน้า-หลัง รวมถึงคิ้วขอบประตูด้านล้าง

ท้ายรถยังคงเสน่ห์ด้วยไฟท้ายที่เลาะขอบลายเส้นของตัวรถและยังเป็นไฟท้ายแบบ LED L-llumination Tube Tail Light ซึ่งให้แสงสว่างที่ชัดเจน และยังคงติดตั้งสปอยเลอร์ที่มาพร้อมกับไฟเบรกดวงที่สามในรูปแบบ LED ด้วยเช่นกัน ทั้งยังเสริมหล่ออีกนิดด้วยล้ออัลลอยสีทูโทนขนาด 16 นิ้ว

ภายในห้องโดยสารกว้างขวางตามสไตล์รถเอนกประสงค์ แต่งด้วยโทนสีดำพัฒนาจากแนวคิด “โอโมเตะนาชิ(Omotenashi)” หรือการดูแลและใส่ใจในทุกรายละเอียดแบบญี่ปุ่น รูปแบบของเบาะนั่งปรับเปลี่ยนได้หลากหลายตามแบบฉบับของรถ 7 ที่นั่ง และทุกที่นั่งหุ้มด้วยหนังสังเคราะห์ แต่ที่ถือเป็นสำคัญคือเบาะแถวที่สามนั่งได้จริง แถมยังเข้าออกได้สะดวกด้วยการปรับเลื่อนเบาะนั่งแถว 2 ที่ทำได้ไม่ยากนัก และมีระบบปรับอากาศแยกส่วนจากตอนหน้าติดตั้งบนเพดาน ส่งผลให้กระจายความเย็นไปทั่วห้องโดยสาร

คอนโซลและแผงข้างใช้พลาสติกขึ้นรูปด้วยวัสดุเกรดพรีเมี่ยม แม้ไม่ใช้หนังแท้แต่ก็ยังถือว่ารับได้ และไม่สะดุดอารมณ์ เพียงแค่ผิวสัมผัสอาจจะไม่นุ่มนวลเหมือนหนังก็ตาม และสิ่งที่โดดเด่นยังคงหนีไม่พ้นวัสดุโครเมียมที่นำมาหุ้มขอบช่องปรับอากาศ แผงข้าง และคอนโซลด้านหน้าผู้โดยสาร

พวงมาลัยเป็นแบบสามก้านมาพร้อมระบบมัลติฟังค์ชั่นทั้งการรับและวางสายโทรศัพท์ รวมถึงการใช้งานระบบเครื่องเสียง และสวิตช์ควบคุมความเร็วแบบครูสคอนโทรล ทั้งหมดสามารถสั่งการได้จากพวงมาลัย

มองลึกลงไปที่ชุดแดชบอร์ด ในกรณีสตาร์ทเครื่องยนต์ จะมีภาพกราฟฟิคของ Mitsubishi Xpander ขึ้นโชว์ที่จอแสดงข้อมูลแบบสามมิติขนาด 4.2 นิ้ว ทั้งยังสามารถบอกถึงข้อมูลต่างๆของการใช้งาน ทั้งระยะทาง ความเร็ว น้ำมันคงเหลือต่อการใช้งาน ซึ่งจอแสดงข้อมูลชุดนี้ถูกขนาบข้างด้วยมาตรวัดทรงกลมหุ้มขอบโครเมียมทั้งในส่วนของวัดรอบ และ เข็มแสดงความเร็ว

ตำแหน่งคอนโซลกลางได้รับการติดตั้งจอภาพระบบสัมผัสขนาด 6.2 นิ้ว ซึ่งใช้สั่งการระบบเครื่องเสียงและแสดงภาพจากกล้องมองหลัง ทำให้สะดวกสบายต่อการใช้งานขณะถอยรถ

ถัดมาจะเป็นสวิตช์ควบคุมระบบปรับอากาศแบบทรงกลม นอกจากนี้ช่องวางของเอนกประสงค์จะมีอยู่แทบทุกมุมของห้องโดยสาร ไม่เว้นแม้แต่ใต้เบาะนั่งของผู้โดยสารตอนหน้า รวมถึงช่องชาร์จไฟสำหรับอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ที่เอื้อต่อนักเดินทางที่มีไลฟ์สไตล์ของยุคดิจิตอล นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกของยุคสมัยนี้นั่นคือกุญแจอัจฉริยะและปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์

Mitsubishi Xpander ใช้เครื่องยนต์เบนซินอลูมินัมอัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 1.5 ลิตร DOHC MIVEC 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้าที่ 6,000 รอบ พร้อมแรงบิดสูงสุดที่ 141 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ รองรับเชื้อเพลิงได้ถึง E 20 ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะพร้อมระบบ INC (Idle Neutral Control) ซึ่งทั้งเครื่องยนต์และเกียร์ได้รับการพัฒนามาจาก Mitsubishi Colt

ระบบรองรับด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลงและเหล็กค้ำหัวโช๊คอัพ ส่วนด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม ในส่วนของช่วงล่างถือว่าดีไซน์ออกมาได้ดีและเป็นการนำเอาวาล์วในกระบอกโช๊คอัพของ Mitsubishi Evolution X มาพัฒนาต่อยอด

ในด้านความปลอดภัย Xpander จัดเต็มทั้งเชิงป้องกันและปกป้อง ได้แก่ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC-Active Stability Control) ระบบป้องกันการลื่นไถล (TCL-Traction Control System) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA-Hill Start Assist System) ระบบเบรคABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD พร้อมระบบเสริมแรงเบรก BA พร้อมถุงลมนิรภัยคู่หน้า

ทีนี้มาเข้าเรื่องราวของการทดสอบกันเลย เส้นทางที่ใช้เริ่มจากบุรีรัมย์- กรุงเทพ ระยะทางกว่า 400 กม. ตลอดการเดินทางต้องเจออุปสรรคจากธรรมชาติ นั่นคือ “ฝน” ตัวแปรสำคัญนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีของการทดสอบรถยนต์

ประเด็นแรกที่ถือเป็นสำคัญคือเบาะแถวที่ 3 นั่งได้จริง แถมยังเข้าออกได้สะดวก ความสูง 175 ซม.ไม่เป็นปัญหาต่อการนั่งส่วนนี้ แถมเบาะนั่งแถวที่ 2 ยังปรับเลื่อนทั้งพนักนิงและเบาะรองนั่งเพื่อเพิ่มพื้นที่ ทำให้เบาะแถวที่สามไม่ใช้พื้นที่ของคนตัวเล็กและเด็กอย่างที่วิตก ทั้งยังปรับเปลี่ยนในการเก็บสัมภาระได้หลากรูปแบบ

สมรรถนะของเครื่องยนต์จากขุมกำลังขนาด 1.5 ลิตร 105 แรงม้า ในการใช้งานทางไกลด้วยความเร็วเฉลี่ย 100-120 กม./ชม. ไม่ใช่เรื่องที่เหนื่อย อัตราเร่งช่วงต้น (1,500 – 2,500 รอบ) อาจจะอืดไปสักนิด แต่หลังจากนี้ถือว่าทำได้ดี ในในย่านความเร็ว 120 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์อาจจะสูงไปสักนิด (2,800 รอบ/นาที) และในจอแสดงข้อมูลเอนกประสงค์แสดงอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 12.4 กม./ลิตร ซึ่งใน อีโค่สติกเกอร์ และตัวเลขที่เคลมมาจากผู้ผลิตอยู่ที่ประมาณ 14 กม./ลิตร

กรณีที่เร่งแซงจะมีปุ่มโอเวอร์ไดรฟ์คอยช่วงเร่งรอบและลดตำแหน่งเกียร์ หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไม มิตซูบิชิ ถึงใช้เกียร์อัตโนมัติแบบเก่า มาติดตั้งในรถคันนี้ ทั้งที่รถร่วมค่ายหลายรุ่นได้ติดตั้งเกียร์ CVT เหตุผลมาจากภูมิประเทศในอินโดนีเซียมีความแตกต่างในหลายพื้นที่ และผ่านการทดสอบจากทีมผู้ออกแบบ ซึ่งเกียร์ระบบนี้เหมาะสมกับภูมิประเทศและยังมีการพัฒนาในเรื่องระบบ INC (Idle Neutral Control) ช่วยให้เมื่อตำแหน่งเกียร์อยู่ที่ D พอเหยียบเบรคให้รถหยุดสนิท ระบบจะทำการปลดเกียร์มายังเกียร์ว่าง แต่เมื่อไหร่ที่ปล่อยเบรก ระบบจะสั่งการอัตโนมัติมาที่เกียร์ D และพร้อมที่จะเคลื่อนที่ต่อไป ส่งผลให้มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ประหยัดขึ้น

ด้านสมรรถนะการยึดเกาะค่อนข้างโดดเด่น เมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็ว โช๊คอัพที่ได้ใช้เทคโนโลยีของวาล์วซึ่งนำมาจาก Mitsubishi Evolution X ให้ความรู้สึกที่แน่นหนึบสไตล์สปอร์ต ไม่นุ่มจนยวบ ทำให้เพิ่มความมั่นใจ ส่งผลให้การขับขี่สนุกสนานยิ่งขึ้น

บางช่วงที่ฝนซาทำให้ได้สัมผัสกับความเงียบของห้องโดยสารตามที่ทีมงานมิตซูบิชิฯได้แจ้งไว้ว่า ภายในห้องโดยสารได้ติดตั้งวัสดุซับเสียงและมีลดการสั่นสะเทือนรอบห้องโดยสาร รวมถึงกระจกบังลมหน้าก็เพิ่มวัสดุซับเสียงด้วยเช่นกัน ส่วนบานข้างเพิ่มความหนา 4 มม. และบานหลังอีก 3.5 มม. พิสูจน์ด้วยความเร็วประมาณ 110 กม./ชม. ภายในห้องโดยสารยังคงเงียบและเริ่มมีเสียงเร็ดรอดเข้ามาช่วงความเร็วประมาณ 120 กม./ชม. เพราะฉะนั้น การใช้งานในเมืองที่ความเร็วไม่สูงมากนัก จะทำให้เป็นการเพิ่มสุนทรีย์ในการขับขี่มากยิ่งขึ้น

การทดสอบในครั้งนี้มีช่วงทางฝุ่นที่มีหลุมบ่อ ให้พอได้สัมผัสกับการเดินทางที่ไม่ใช่อยู่บนถนนหลวง ด้วยความเป็นรถครอสโอเวอร์จึงต้องตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย เส้นทางในรูปแบบนี้ก็ยังไม่ถือว่าเป็นปัญหา เพราะพื้นที่ใต้ท้องรถที่มีความสูงถึง 205 มม. หรือเทียบเท่ากับ ไทรทัน และ ปาเจโร่ สปอร์ต นอกจากนี้รัศมีวงเลี้ยวเพียง 5.2 ม. เทียบได้กับวงเลี้ยวของรถเก๋งทั่วไป ยังช่วยเพิ่มความคล่องตัวในขณะขับขี่ได้อีกด้วย

ทั้งหมดก็เป็นรายละเอียดของรถธงรุ่นล่าสุดในชื่อ Mitsubishi Xpander ที่พอจะจำกัดความได้ว่าเป็นรถที่มากด้วยอรรถประโยชน์ คล่องตัว และมีรูปลักษณ์ที่ทันสมัย ถ้าหากคุณมองหารถประเภทนี้เพื่อซื้อไว้ใช้งานและตอบโจทย์การเดินทาง ลองพิจารณาได้จากข้อมูลและความคิดเห็นที่ผมได้แจกแจงไว้ครบทุกประเด็น เหลือเพียงอย่างเดียวนั่นคือเรื่องของราคา จากการคาดคะเน ถ้ารุ่น GT ราคาไม่เกิน 850,000 บาท ตัวเลขยอดจำหน่ายรถยนต์ในเซกเมนต์นี้ มิตซูบิชิน่าจะคว้าชัยไปครองได้สำเร็จ รอลุ้นหลังเปิดตัวพร้อมกับราคาจำหน่าย…วันที่ 17 สิงหาคมนี้ครับ

ข้อมูลทางเทคนิค: All New Mitsubishi Xpander
เครื่องยนต์: เบนซิน 4 สูบ ดับเบิลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ ไมเวค 16 วาล์ว
ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.): 1,499
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที): 105/6,000
แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที): 141/4,000
ระบบส่งกำลัง: อัตโนมัติ 4 จังหวะ
ระบบขับเคลื่อน: 2 ล้อหน้า
ระบบกันสะเทือน(หน้า/หลัง): แมคเฟอร์สันสตรัท /ทอร์ชั่นบีม
เบรก(หน้า/หลัง): ดิสก์/ดุม
ยาว/กว้าง/สูง(มม.): 4,475×1,750×1,700
ตัวแทนจำหน่าย: บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด

Please follow and like us: