“ฟอร์ด เรนเจอร์ 2018” ถอดแบบดีเอนเอพันธุ์แกร่ง มาพร้อมฟีเจอร์ทันสมัย ในราคาเริ่มต้น 559,000 บาท

รถกระบะที่มากับนิยาม “เกิดมาแกร่ง” จัดหนักด้านขุมกำลังดีเซล 3 ทางเลือก ทั้งขนาด 2.2 ลิตร 160 แรงม้า ขนาด 2.0 ลิตร 180 แรงม้า และไฮไลท์เป็นเครื่องยนต์ดีเซล ไบเทอร์โบ ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 213 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ อัดแน่นฟีเจอร์ทันสมัยทั้งระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (Autonomous Emergency Braking) และระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Active Park Assist) เพื่อการใช้งานสะดวกสบายทั้งทางราบและทางลุย แบ่งเป็น 6 รุ่นหลัก ได้แก่ SWB,XL,XLS,XLT,LTD และ Wildtrak ในราคาเริ่มต้น 559,000 – 1,265,000 บาท

ฟอร์ด เรนเจอร์ 2018 ได้รับการปรับแต่งรูปลักษณ์เพื่อสื่อถึงความสมบุกสมบันแบบออฟโรด และความโฉบเฉี่ยวยามอยู่บนท้องถนนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จากกระจังหน้าที่ออกแบบมาอย่างเรียบง่ายแต่มีมิติ และกันชนล่างปรับให้ช่องนำอากาศกว้างขึ้นด้วยดีไซน์ที่ลงตัว ในรุ่น Wildtrak และรุ่น Limited ได้รับการติดตั้งไฟเดย์ไลท์ LED และไฟหน้า HID เพื่อทัศนวิสัยที่ดียิ่งขึ้น

รุ่น XLT และ Limited ตกแต่งเส้นสายด้วยโครเมียม แต่ถ้ารุ่นท๊อพ (Wildtrak) กระจังหน้าเป็นสีเทาเข้ม ด้านหลังได้รับการติดตั้งสปอร์ตบาร์และล้ออัลลอย 18 นิ้ว ทั้งยังมีกุญแจอัจฉริยะ (PEPS) และปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น Limited และรุ่น Wildtrak

นอกจากนี้ รุ่น Wildtrak และ LTD ยังมาพร้อมระบบผ่อนแรงฝากระบะท้าย (Easy Lift Tailgate) ครั้งแรกในตลาดรถกระบะ ด้วยกลไกซึ่งช่วยผ่อนแรงของผู้ใช้ลง 70 เปอร์เซ็นต์ ช่วยให้เปิดปิดฝากระบะท้ายง่ายดายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น

ห้องโดยสารตกแต่งโทนสีดำ พร้อมเพิ่มเติมในส่วนวัสดุโครเมียมและการเดินด้ายสีเงินเพื่อความหรูหรา ในรุ่น Wildtrak ทั้งเบาะนั่งและแผงข้างมีสัญลักษณ์ของรุ่นนี้ปักไว้ชัดเจน รวมถึงเพิ่มระบบตัดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร (Active Noise Cancellation)

ระบบ SYNC 3 ก็เป็นอีกหนึ่งการพัฒนาเพื่อรองรับ Apple Carplay และ Andriod Auto พร้อมบลูทูธ จอทัชสกรีน ฟูลคัลเลอร์ ขนาด 8.0 นิ้ว และกล้องมองหลัง ผู้ขับขี่ยังสามารถใช้งาน Apple Maps และระบบแผนที่นำทางด้วยดาวเทียมซึ่งติดตั้งมากับรถเมื่อออกนอกพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์และ ยังมาพร้อมระบบจดจำเสียงและระบบสั่งงานเสียงด้วยภาษาไทยเพื่อการใช้งานที่คล่องตัวยิ่งขึ้น และครอบคลุมไปถึงระบบช่วยโทรฉุกเฉิน (Emergency Assistance) ซึ่งจะทำงานผ่านโทรศัพท์มือถือที่เชื่อมต่อผ่านบลูทูธภายในรถ เพื่อติดต่อไปยังหมายเลข 1669 ในกรณีเกิดอุบัติเหตุจนถุงลมนิรภัยทำงานหรือระบบตัดการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง

ขุมพลังมากับ 3 ทางเลือก โดดเด่นที่สุดต้องยกให้กับเครื่องยนต์ดีเซลไบเทอร์โบขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 213 แรงม้า ที่ 3,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตรที่ 1,750-2000 รอบ/นาที มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ ซึ่งมีบวก/ลบ ที่หัวเกียร์

อีกหนึ่งทางเลือกคือเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแปรผัน TDCI ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้าที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตรที่ 1,750-2,500 รอบ/นาที โดยทั้งสองความแรง และเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ

และช้อยท์สุดท้ายได้แก่ เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแปรผัน Duratroq TDCI 2.2 ลิตร (รหัส P4AT) High Power 160 แรงม้าที่ 3,200 รอบ/นาที แรงบิดเพิ่มขึ้นเป็น 385 นิวตันเมตรที่ 1,600-2,600 รอบ/นาที มีระบบเกียร์ให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

ระบบช่วงล่างได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิม เพื่อลดการโคลงตัวและให้ได้มาซึ่งการควบคุมการทรงตัวที่ดียิ่งขึ้น โดยยังคงสมรรถนะที่เหนือชั้นในการลากจูงและบรรทุกสิ่งของอันเป็นเอกลักษณ์


Ford Ranger 2018 มาพร้อมระบบเตือนการชน (Pre-Collision Assist) ที่ผสานระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) เป็นครั้งแรกในตลาดรถกระบะ ระบบนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อตรวจจับคนเดินถนนและยานพาหนะด้านหน้า และจะทำการช่วยเบรกจนหยุดนิ่งเมื่อระบบพบว่าคนขับไม่สามารถตอบสนองได้ทัน ช่วยลดอัตราการชนท้ายและการชนคนเดินถนนลง โดยระบบนี้จะทำงานเมื่อใช้ความเร็วสูงกว่า 3.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป

ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) และระบบแจ้งเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกจากเลน (Lane Departure Warning) รวมถึงระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) พร้อมระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System) ยังคงมีอยู่ในฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ เช่นเดิม

เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ ซึ่งได้รับการติดตั้งเป็นครั้งแรกในรถระดับเดียวกัน ยังรวมถึงระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะ (Active Park Assist – APA) ซึ่งช่วยให้การเทียบจอดรถข้างทางเป็นเรื่องง่าย โดยระบบกึ่งอัตโนมัติจะบังคับทิศทางของรถให้เข้าสู่ช่องจอด ผู้ขับขี่เพียงควบคุมคันเร่งหรือเบรกเท่านั้น

ฟอร์ด เรนเจอร์ 2018 มีสีภายนอกให้เลือก 7 สี และสีใหม่ 2 สี นั่นคือสีส้มเซเบรอ (Saber) และสีฟ้าไลท์นิ่ง บลู (Lightning Blue)


ฟอร์ด เรนเจอร์ 2018 มีทั้งหมด 19 รุ่น 6 รหัสตัวถังได้แก่ SWB,XL,XLS,XLT,LTD และ Wildtrak โดยมีราคาจำหน่ายดังนี้

รุ่นราคา
Standard Cab 2.2L XL 6MT559,000
SWB 2.0L Turbo 4×2 6MT589,000
SWB 2.0L Bi-Turbo 4×4 10AT799,000
Open Cab 2.2L XL 6MT599,000
Open Cab 2.2L XL+ Hi-Rider 6MT649,000
Open Cab 2.2L XLS Hi-Rider 6MT659,000
Open Cab 2.2L XLS Hi-Rider 6MT699,000
Open Cab 2.2L XLS Hi-Rider 6AT739,000
Open Cab 2.2L XLT Hi-Rider 6MT749,000
Open Cab 2.2L XLT Hi-Rider 6AT789,000
Open Cab 2.0L Turbo Limited 4×4 6MT889,000
Double Cab 2.2L XLS Hi-Rider 6MT789,000
Double Cab 2.2L XLT Hi-Rider 6MT829,000
Double Cab 2.2L XLT Hi-Rider 6AT869,000
Double Cab 2.0L Turbo Limited Hi-Rider 6MT899,000
Double Cab 2.0L Turbo Limited Hi-Rider 10AT949,000
Double Cab 2.0L Turbo Limited 4×4 10AT1,029,000
Double Cab 2.0L Turbo Wildtrak Hi-Rider 10AT1,029,000
Double Cab 2.0L Bi-Turbo Wildtrak 4×4 10AT1,265,000

นอกจากนี้ผู้ที่ซื้อ ฟอร์ด เรนเจอร์ 2018 จะได้รับความคุ้มค่าและความสะดวกสบาย ด้วยบริการฟรีค่าแรงในการตรวจเช็คตามระยะ สูงสุดถึง 5 ปี หรือภายในระยะ 75,000 กิโลเมตร เพียงเข้าตรวจเช็คระยะทุก 15,000 กิโลเมตร หรือทุก 1 ปี

รายละเอียดเพิ่มเติมของ ฟอร์ด เรนเจอร์ 2018 สามารถสอบถามได้ทุกตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

Please follow and like us: